อัพเดทข้อมูลที่เก็บมาเรื่อยๆตามการใช้งานให้อ่านกันครับ นับตามระยะกิโลเมตรของรถ
LONG TERMER LOG- Tiida 1.6G E20 Hatchback
20KM - รับรถวันแรก ไม่ชินกับคันเร่งไฟฟ้า กดลืมดูไมล์ วิ่ง 145 โดนจับความเร็วที่พระราม 9..สมน้ำหน้าตัวเอง
1,000KM - เข้าเช็คระยะ 1,000กิโลเมตรที่ศูนย์กรุงไทยรามอินทรา แปลกใจนิดหน่อยที่ค่าอะไหล่กรองน้ำมันเครื่องไม่แพงเท่าที่คิด คือ 220บาท
และเป็นกรองนิสสัน Genuine Parts ซะด้วย ส่วนน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ 3ลิตร 580บาทโดยประมาณ
1,200KM - ค้นพบความห่วยของยางโดยบังเอิญตอนเบรคบนทางด่วนในขณะที่ฝนตก ABS ทำงานโดยไม่ได้ตั้งใจ 3 ครั้ง
..ไม่ได้เหยียบแรงอะไรด้วย ดัชนีความเกาะของยางคงน้อยน่าดู
1,500KM - ชีวิตถูกรุกรานโดยเสียงดังจากประตูคนขับ ดังแจ๊กๆๆๆ และเสียงจากประตูหลังดังคร่งคร่าง แม้จะเป็นบนพื้นปูนที่ไม่ได้ขรุขระมากนัก
แก้ไขรอบแรกโดยการใช้จาระบีช่วย ..ก็ช่วยได้แค่ 200กิโลจากนั้นก็กลับมาดังเหมือนเดิม
1,800KM - เข้ารับการแก้ไขเรื่องเสียงประตู และเสียงฝากระโปรงท้าย แก้ไขโดยการตั้งกลอนใหม่ทั้งหมด
2,200KM - ขับออกต่างจังหวัดผ่านมอเตอร์เวย์ รู้สึกเวลาผ่านรถบัสรถจะวูบมากหน่อย คงเพราะความสูงของรถ
เสียงรบกวนที่ได้รับการแก้คราวนี้มีแนวโน้มว่าจะแ้ก้ได้สำเร็จ 95% จัดว่าอยู่ในขั้นน่าพอใจ
2,600KM - และแล้วไอ้เสียงบ้านั่นก็กลับมาแล้ว ที่ฝาท้าย ดังเหมือนเดิม ก็หาวิํธีแก้กันต่อไป เอาจนกว่าจะหายดัง
ช่วงล่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น รู้สึกได้ว่ากระด้างน้อยลง เครื่องยนต์มีความรู้สึกเหมือนว่าจะไหลลื่นกว่า
ตอนมาใหม่ๆอยู่นิดหน่อย
3,000KM - DIY ท่อยางออกซิเจน สอดตามยางขอบประตูของพี่ปิง ถูกทดสอบมาราว 400กิโลเมตร หลังทำพบว่าประตูปิดยากขึ้นบ้าง
แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่สะบัดมือปิดประตูได้ เสียงรบกวนจากภายนอกเงียบลงโดยเฉพาะเสียงลมที่ความเร็ว140ขึ้นไปจะเงียบลงชัด
ถือเป็น noise reduction (ลดเสียง)แต่ไม่ใช่ noise elimination (กำจัดเสียงให้หาย)
ที่ได้เป็นของแถมคือ เสียงแมงสาบกัดกันที่เคยต้องรบรากับมันทุกวัน ไม่ดังให้ได้ยินตั้งแ่ต่วันแรกที่ทำ ซึ่งเป็นข่าวดีมาก
ผ่านไป 400 กิโล เสียงเดียวที่ยังมีคือเสียงกิ๊ดๆเล็กน้อยจากประตูหลังด้านผู้โดยสาร ซึ่งอยู่ในข่ายพอรับได้
สรุปว่าสายยางที่ซื้อแพงๆมาจากHomepro 150 บาท ทำงานของมันได้คุ้มค่ามากๆ
ณ จุดนี้ได้เริ่มลองการขับขี่หลากหลายรูปแบบขึ้น และก็พบว่าการขับในเมืองที่รถติด ขยับตัวบ่อยๆนั้น ถ้าเปลี่ยนนิสัยการขับจาก
เนียนน้อยค่อยป้อนคันเร่ง มาเป็นขับตามใจฉัน จะกดเมื่อไหร่ก็กด เร่งทิ่มๆรูนิดรูหน่อยบ่อยๆ ตัวเลขมันขยับจาก 11กิโลลิตรลงเหลือ
10.09กิโลลิตร ลองมาสองครั้งแล้ว สองถังล่าสุดที่พยายามขับทำนองเดียวกัน ก็หารได้ค่าเท่ากัน 10.09เด๊ะๆ
หลายคนที่ได้มีโอกาสมานั่ง Tiida จะยกย่องในความสบายทุกที่นั่งของมัน ผู้โดยสารทุกคนชอบเบาะที่มีขนาดค่อนข้างโต
และที่นั่งด้านหลังมักกลายเป็นตำแหน่งที่ทุกคนในบ้านแย่งกันนั่งเสมอ
4,400KM - มีทั้งเรื่องให้ชอบ และไม่ชอบ (อีกครั้ง)
เรื่องที่ไม่ชอบ...คือดูเหมือนว่าทำไมปัญหาเสียงภายในกับ Tiida ไอ้พวกกิ๊กก่อกแก๊กทั้งหลายมันช่างหนักกบาลซะจริง
ประตูขวาเลิกดังมาชาติกว่าๆแล้ว ประตูซ้ายตอนนี้เริ่มมาดังอีก ตั้งกลอนแล้วก็ไม่หาย ตอนนี้เอาแผ่นรองส้นรองเท้า
Helloheel โบ๊ะตรงขอบประตูเพื่อช่วยยันให้มันแน่นขึ้น เสียงก็ลดลงนิดหน่อย
คอนโซลกลางตรงกรอบแอร์ไม่เคยดัง ตอนนี้ถ้าวิ่งบนทางขรุขระดังแล้วโว้ย..ผมยิ่งไม่ถูกกับเสียงพวกนี้อยู่ด้วย
ส่วนเรื่องที่ชอบ..หนทางแก้กลอนฝาท้ายลั่นเริ่มปรากฏตัวแล้ว หลังจากที่ผ่านกันมาเกือบ 4,000
กิโลเมตรกับการแก้อาการอันเป็นๆหายๆ
กับไอ้กลอนหลังเจ้ากรรม ตอนนี้เริ่มพบทางสว่างกับการเอาสายยางอ๊อกซิเจ้น(อีกแล้ว) สอดตรงยางขอบฝาท้ายฝั่งประตู สอดตรงส่วน
ล่าง โดยต้องดึงยางออกมาจากธรณีขอบก่อน แล้ววักดูข้างหลังจะมีรูเล็กๆที่ล้วงขยายขนาดให้ใหญ่พอใส่สายยางได้ จุ่มน้ำมันหล่อลื่น
ก่อนยัด จะทำให้ยัดได้ง่ายมาก พี่บังทำให้ และวิ่งใช้งานทดสอบมา 600กิโลเมตร ..อ๊ะๆ เสียงยังอยู่ แต่เบาลงมากจนผมเริ่มคิดว่า
พอใจแล้วล่ะ ไม่อยากไปยุ่งกับมันต่อแล้ว
ที่ 4,400 KM นี้ยังได้ลองอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับรถ Tiida E20 ทดลองวิ่งด้วยความเร็วเกิน 180 และยืนยันได้อีกครั้งว่าถ้าไม่มี
ลมปะทะข้างวูบวาบ Tiida วิ่งได้นิ่งและมั่นคงมากจนขับมือเดียวยังได้ถ้าข้างหน้าไม่มีรถต้องหลบ ที่สำคัญคือเสียงลม
แม้จะเข้ามาชัดเจน
แต่ก็ยังไม่มากพอจะกลบเสียงวิทยุที่เร่งความดังไว้แค่ปานกลาง ไม่คิดเลยว่ารถราคาไม่ถึง 800,000จะทำแบบนี้ได้
พร้อมกันนี้ก็ได้ลองใส่กรองอากาศแบบใส่แทนของเดิม HKS Hybrid และลองอัตราการกินน้ำมันดู เพราะเห็นบางท่านสงสัยว่าใส่แล้ว
รถกินจุขึ้นหรือไม่ ถังก่อนๆหน้านี้ที่วิ่งแบบกรองเดิม ผมจะได้ค่าตกระหว่าง 9.6-11.00กิโลลิตรสำหรับการใช้ในเมือง อาทิตย์ที่ทำ
9.6กิโลลิตรนั่นคือช่วงที่งานต้องไปติดต่อหลายที่มาก และต้องขับแบบไม่คิดชีวิตหลายครั้ง ส่วน
11.00กิโลลิตรนั้นคือการขับที่มีเร่งบ้างแซงบ้างแต่ส่วนใหญ่จะขับสุภาพ
ถังแรกกับ HKS จับค่าได้ 9.96 กิโลเมตรต่อลิตร ไม่เลวทีเดียวถ้าบอกว่าน้ำมันในถังนี้ถูกใช้เพื่อทำการวิ่งแบบกดยัน 180 ถึง 4 ครั้ง
ไม่มีอะไรมากครับ ลองวิ่งเล่นกับรถเพื่อน Vios รุ่นเก่า ล้อ 18นิ้ว แต่มีดีที่เฮดเดอร์ ท่อไอเสีย และ F-Con SZ เดากันตอนแรกว่า
Tiida 1.6 E20ไม่ทำอะไรเพิ่มเลยน่าจะโดนสอยเพราะ ม้าตั้งต้นมาเท่ากัน Vios เบากว่า 160โล แถมแต่งมาบางส่วน
แต่โดนถ่วงด้วยล้อ 18 นิ้ว Tiida ล้อ 15 นิ้วเดิมๆ แต่น้ำหนักบรรทุกมากกว่าอยู่ 80กิโลกรัม
ผลออกมาเสมอกัน ผลัดกันขึ้น แบบใครกดก่อนขึ้นก่อน Vios ดูจะมาดีช่วง 140-160 แต่ Tiida กินในช่วง 80-120
และเสมอกันในช่วงปลาย พนันไ้ด้เลยว่าถ้า Vios ใส่ล้อตามสเป็คโรงงาน Tiida โดนทิ้งแน่นอน แต่ถ้าให้ Tiida ได้ท่อ เฮดเดอร์
กล่องแบบเดียวกันผลมันก็ไม่แน่ เท่าที่รู้คือขับกลับบ้านแบบแฮปปี้
พอใจในสิ่งที่รถทำได้กับตัวรถขนาดเท่านี้และเครื่องที่ผมเริ่มสงสัยแล้วว่ามันมี 109ม้า
จริงๆหรือเปล่า
5,300KM- ผ่านการเข้าเช็ค 5,000ก.ม.ที่ศูนย์รามอินทราเรียบร้อยแล้ว เซอร์วิสครั้งนี้ตกราว1,000บาทนิดๆ แพงกว่าครั้งที่แล้ว ได้รับแจ้งว่า
การเซอร์วิสที่ 5,000 โลนั้นจะไม่ได้รับส่วนลดค่าแรง ..ไม่เหมือนกับ 1,000 และ 10,000โล แต่ช่างเถอะ แค่เป็นสมาชิก Tiida-
Club ผมก็ได้ส่วนลด 10%อยู่แล้ว โอเคอยู่แล้ว
ผมยังสงสัยและคงต้องมีคำถามเกิดขึ้นในระดับเทคนิคว่าทำไมนิสสันซึ่งความทนของเครื่องไม่ได้เป็นรองฮอนด้า กลับให้เปลี่ยนถ่าย
น้ำมันเครื่องทุก 5,000กิโลเมตร ทั้งที่ใช้น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ส่วนฮอนด้าใช้น้ำมันเครื่องอิเดมิตสึธรรมดาๆ และให้เปลี่ยนถ่าย
ที่ 10,000กิโลเมตร โอเค..มองระยะยาวเปลี่ยนบ่อยกว่า เครื่องปิ๊งนานกว่าอยู่แล้ว แต่อยากรู้ว่ามันจำเป็นขนาดนั้นจริงๆหรือเปล่า
กับผู้ใช้รถส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ขับแบบดุเดือด ถ้าพูดถึงเรื่องรับประกันเครื่องก็เหอะ ผมไม่คิดว่ายืดระยะเป็น 10,000กิโลแล้ว
จะทำให้เครื่องเสียหายอะไรไปก่อนระยะรับประกันหรอกครับ เรื่องนี้ถ้ามองในแง่ดี คนคิดกันได้ว่านิสสันอยากให้เครื่องอยู่รับใช้ท่าน
ไปนานเท่านาน จึงให้เปลี่ยนถ่ายบ่อย แต่ถ้ากลับกันถ้ามองโลกในแง่ไม่ดี เปลี่ยนถ่ายบ่อยๆแบบนี้แถมไม่มีส่วนลดค่าแรงที่
5,000โล ผมอดคิดไม่ได้นะครับว่ามันเป็นช่องทางหา "รายได้เสริม"อย่างหนึ่ง แถมมีรายการเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่อง ซึ่งชิ้นส่วนนี้
มันสามารถรองรับการใช้งานได้ถึง10,000โลสบายๆอยู่แล้วล่ะครับ
ผมอยากให้นิสสันลอง revise วิธีการ หรืออย่างน้อยทำความเข้าใจกับลูกค้าเพิ่มอีกนิดในจุดนี้ครับเพราะคนส่วนมากย่อมจะตีความ
ในแง่ลบอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องอื่นๆ แหะ แหะ ไอ้เสียงจากประตูซ้ายเค้าพยายามแก้โดยปรับตั้งกลอนใหม่ มันยังไม่หายครับ แต่เสียงเบาลง ไม่ถึงขั้น
น่าเกลียดเหมือนเดิม แปลว่าถ้าใครมีปัญหากับเสียงจากประตู เอาไปตั้งกลอนดูเถอะครับมีสิทธิ์หาย
เสียงจากประตูท้าย ผมไม่ทันได้ดูว่าคราวนี้ทำอะไรเพิ่มไป แต่ผมพนัน 500 บาทว่าอีกไม่เกิน1,000โล มันจะกลับมาดังอีกแน่นอน
เพราะมันเป็นเวรเป็นกรรมที่แก้เท่าไหร่ก็กลับมาอีก