ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้ครบเครื่องเรื่องรถยนต์ของเรา ตอนที่ 5  (อ่าน 1086 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ 3344

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 213
  • Karma: +0/-0
ในการออกแบบรถรุ่นใหม่ๆ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้พิจารณาหาทางลดเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้รถมีความ สุนทรีย์ในการขับขี่มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนายางรุ่นใหม่ ๆให้มีเสียงเกิดขึ้นขณะใช้งานน้อยที่สุด เงียบที่สุด ที่นี้เราลองมาดูกันว่าเสียงยางนั้นมีกี่ชนิดและเกิดขึ้นได้
อย่างไร

1. เสียงดอกยาง : ขณะยางวิ่งสัมผัสพื้นถนนอากาศจะถูกอัดอยู่ภายในร่องดอกยางกับพื้นผิวถนน เมื่อยางวิ่งต่อไปอากาศจะขยายตัวออกจากร่องยางทำให้เกิดเสียงขึ้น เสียงจะเกิดขึ้นต่อเนื่องซ้ำอยู่ตลอดเวลาด้วยความถี่คงที่
2. เสียงแหลม : เสียงแหลมดัง "เอี๊ยด" เกิดจากการออกรถหรือหยุดรถอย่างกะทันหันหรือขณะเลี้ยวรถมุมแคบอย่างทันทีท้นใด เสียงดังกล่าวเป็นตัวชี้ให้ทราบว่าผู้ขับรถได้ใช้งานจนเกินความสามารถของยางที่จะรับได้ ความสามารถในการยืดเกาะถนน
   
3. เสียงถนน : ผิวถนนในปัจจุบันนี้มีอย่างมากมายหลายประเภท เช่น คอนกรีตผิวเรียบ,คอนกรีตมีร่องเล็กๆ ตามแนวขวาง,
แอสฟัสต์ผิวเรียบ แอสฟัสต์มีหินลอย, ทางลูกรัง ฯลฯ เวลาขับรถผ่านผิวถนนดังกล่าวก็จะเกิดเสียงต่างๆกันออกไป
4. เสียงสะเทือน : เสียงนี้เกิดขึ้นจากความสั่นสะเทือนของยางเมื่อวิ่งผ่านผิวถนนที่มีสภาพผิดปกติ เช่น เป็นหลุม ,แตกร้าว หรือเนื่องจากความไม่สมดุลของยาง
5. เสียงดอกยางบิดตัว : เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบิดตัวไม่สัมผัสถนนของดอกยางบางส่วนเกิดขึ้นในขณะเลี้ยวโค้ง แต่ไม่รุนแรงถึงกับหน้ายางลื่นไถล

เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดและที่มาของเสียงแล้วเราลองมาดูกันว่าองค์ประกอบที่ทำให้เกิดเสียงดอกยางดังมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ในเบื้องต้นคุณที่ใช้รถ น่าจะรู้สาเหตุไว้บ้าง เผื่อเป็นแนวทางในการบำรุงรักษาต่อไป แต่อย่างไรแล้วน่าจะสละเวลาสักนิด นำรถเข้าร้านเพื่อตรวจสอบถึงสาเหตุที่มาของเสียง น่าจะปลอดภัยกว่า

 
  หลายคนสนใจ เพราะความเชื่อหรือโฆษณาว่า "การเติมไนโตรเจน" 100 เปอร์เซ็นต์ แทนการเติมลมธรรมดา แล้วแรงดันลมยางจะเปลี่ยนแปลงน้อยเมื่อวิ่งไปไกลๆ แล้วยางร้อนขึ้น แต่ในความเป็นจริงอากาศรอบๆ ตัวเราก็มีไนโตรเจนอยู่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ส่วนออกซิเจนนั้นมีอยู่กว่า 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้นการขยายตัวออกอากาศปกติกับไนโตรเจนล้วนๆ เมื่อเกิดความร้อนขึ้นการขยายตัวของลมยางจึงไม่ต่างกันมาก แต่ปัญหาที่สำคัญกว่า และถูกมองข้ามเป็นประจำ กลายเป็นเรื่องความชื้นหรือไอน้ำที่ผสมอยู่ในลมที่ถูกเติม เพราะปั๊มลมส่วนใหญ่มีการกรองเอาไอน้ำออกไม่หมด หรือไม่มีการกรองเลย ซึ่งในการเติมลมตามสถานที่ทั่วไป จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงลมผสมไอน้ำได้ เพราะไม่สะดวกที่จะตรวจสอบ เมื่อความชื้นกลับกลายเป็นน้ำ แรงดันรวมของยางจะลดลง แต่เมื่อยางร้อน น้ำที่อยู่ภายในก็จะกลายเป็นก๊าซ ทำให้มีแรงดันเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเติมลมด้วยไนโตรเจนล้วนๆ จึงอาจจะดีในแง่ที่มีความชื้นปนอยู่น้อยมาก หากอยากเติม ก็ควรสะดวกทั้งในการเติมครั้งแรก และการเติมครั้งต่อๆ ไป ถ้าเติมได้แค่ครั้งแรกแล้วครั้งต่อไปเติมด้วยลมธรรมดา (ที่มีไอน้ำปนอยู่) ประโยชน์ที่ได้ก็จะลดลงไปด้วยครับ


ยางดอกหมด อาจะทำให้คิดไปได้ว่า การเกาะถนนจะไม่ดีเท่ายางที่มีดอกยาง แต่แท้จริงแล้วสำหรับการขับขี่บนถนนที่แห้งและเรียบ ยางที่ไม่มีดอกยางที่เนื้อยางยังไม่แข็งกระด้าง จะเกาะถนนมากกว่ายางมีดอก เพราะ "ยิ่งมีหน้ายางสัมผัสพื้นกว้างเท่าไร ก็ยิ่งเกาะถนนมากเท่านั้น"

สาเหตุที่ยางมีดอกยางเกาะถนนแห้งน้อยกว่ายางไม่มีดอก เพราะ "การกดยึดเกาะถนนเกิดขึ้นด้วยแรงกดระหว่างหน้ายางกับผิวถนน ยิ่งมีหน้ายางเป็นพื้นกว้างก็ยิ่งยึดเกาะกันได้ดี"

แต่ยางไม่มีดอกจะเกาะถนนดีเฉพาะถนนแห้งเท่านั้น "ถ้าถนนเปียก อย่างฤดูฝนเช่นนี้ จะลื่นมาก เพราะมีน้ำเป็นฟิล์มบางๆ คั่นระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน" ยางสำหรับใช้งานทั่วไป ที่ต้องเจอทั้งถนนแห้งและเปียก จึงต้องมีร่องยางเพื่อให้สามารถรีดน้ำออกจากหน้ายางที่กดลงกับพื้น หรือเพื่อให้น้ำแทรกตัวอยู่ในร่องยางได้ ส่วนดอกยางก็ทำหน้าที่ยึดเกาะหรือสัมผ้สกับผิวถนน ทั้งเปียกและแห้ง
   
ฉะนั้น หน้าฝนนี้ สำรวจยางรถยนต์ของคุณกันสักนิด ว่าพอมีดอกยางเพื่อรีดน้ำออกจากยางเพื่อการยึดเกาะที่ดีแล้วหรือยัง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของทุกท่านนะครับ

คุณทราบไหมว่า ความดันลมของยางรถยนต์
มีผลกับส่วนอื่นๆ ของตัวรถมากกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก

นอกจากความดันลมยาง จะมีผลอย่างมากต่อการเกาะถนน การทรงตัวของรถยนต์
แล้วยังเกี่ยวข้องไปถึงอายุใช้งานของยางรถยนต์ และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ยิ่ง
ในภาวะน้ำมันแพงอย่างทุกวันนี้แล้ว ควรตรวจและเติมลมยางทุก 2 สัปดาห์ หรือ อย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง และเช็กความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ ส่วนยางอะไหล่
ควรเติมลมให้มากกว่าค่าลมยางของล้อที่ค่ามากประมาณ 6 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และควรเช็กความดันลมยางอะไหล่ทุกๆ 4 เดือน

เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณและของเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน และ
แถมยังประหยัดเงินในกระเป๋าคุณได้อีกด้วย


  การเปลี่ยนขนาดยาง และกระทะล้อของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น อาจจะมีเหตุผล
หลายประการด้วยกัน บางคนชอบขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง บางคนชอบใช้
ยางซีรีส์ต่ำๆ เพื่อความสวยงาม หรือบางคนอาจจะชอบยางที่ให้ความนุ่มนวล
ในการขับขี่ แต่การเปลี่ยนยางที่แตกต่างไปจากขนาดเดิมนั้น จะต้องคำนึงถึง
สิ่งต่อไปนี้ คือ

1. ความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่จำเป็นจะต้องใกล้เคียงกับขนาดเดิม

2. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง จะต้องใกล้เคียงขนาดเดิมด้วยเช่นกัน

         
 การเปลี่ยนแปลงขนาดยางที่ไม่ถูกต้อง
จะเกิดผลเสียดังนี้
ถ้าขนาดยางเล็กเกินไป
– ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง
– สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจาก
ความเป็นจริง
ถ้าขนาดยางใหญ่เกินไป
– ยางจะเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
– พวงมาลัยรถหนักขณะจอดหรือที่ความเร็วต่ำ
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจาก
ความเป็นจริง(อัตราความคลาดเคลื่อนของ
มาตรวัดจากความเป็นจริง คำนวณได้จากความ
แตกต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของยางเดิม
เปรียบเทียบกับยางใหม่)


หากจะเปลี่ยนขนาดยางใหม่ ก็อย่าลืมข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยนะครับ


ดอกยางของรถยนต์นั้น มีใว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถบนถนนเปียก
เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนและเกาะพื้นถนนได้ดี หน้ายางที่ถ่ายทอดแรง
ทิศทางต่างๆ สู่ ผิวถนนได้ดีนั้น ดอกยางควรลึกไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ทั้งนี้
ก็ต้องขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย สำหรับ
อายุของยางรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่
ผลิต หากยางรถยนต์อายุครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรรีบเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยใน
การขับขี่ของคุณ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนครับ   
 
ปกติยางแบบเรเดียลจะแตกเองได้น้อยมาก หรือในกรณีที่ยางรถยนต์ถูกของมีคม
ขนาดไม่ใหญ่ทิ่มแทง ยางอาจจะมีการรั่วช้า แต่หากรู้สึกว่ามีเศษวัสดุทิ่มตำที่
หน้ายาง ก็ไม่ควรดึงออกในทันที เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ลมยางรั่ว
ออกมาอย่างรวดเร็ว หรือในรถที่มีการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง หากยางล้อหน้าแตก
ใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยลดความเร็วได้บ้าง แต่หากเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า
นั้น ให้เตะเบรกเพียงเบาๆ เท่านั้น เพราะถ้าหากใช้วิธีลดเกียร์ต่ำช่วยล้อหน้า
อาจจะกระตุกจนเสียการทรงตัวได้ แต่สำหรับกรณีที่ยางเกิดแบนขณะที่รถวิ่งอยู่
และรถเกิดอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการทรงตัวแย่ลง อัตราการเร่งอืด
หรือพวงมาลัยดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ควรตกใจหรือเหยียบเบรกโดยกะทันหัน
แต่ควรมีสติและพยายามบังคับพวงมาลัยให้มั่นคง แตะเบรกช้าๆ และเบาที่สุด
จนกระทั่งรถหยุดเอง
 

ล้อแม็กนั้นมีประโยชน์มากกว่าแค่ความสวยงาม เรามีวิธีดูแลล้อแม็ก
และยางอย่างง่ายๆ มาฝากกัน
- ก่อนนำล้อแม็กใหม่ติดตั้งเข้ากับตัวรถ ควรเคลือบเงาด้วยน้ำยาให้ทั่วเสียก่อน
ซึ่งมีประโยชน์ช่วยรักษาสภาพความเงาวาว และป้องกันคราบสกปรกที่จะมา
จับเกาะได้ดี
- เมื่อจะล้างล้อแม็กและยาง ควรรอให้ยางมีอุณหภูมิเย็นลงเป็นปกติเสียก่อน
เพราะความร้อนจะทำให้น้ำและน้ำยาหรือสบู่อ่อนระเหยแห้งไวเป็นสาเหตุ
ให้เกิดรอยด่างได้ง่าย
- หากจะขัดทำความสะอาดล้อแม็กและยาง ด้วยน้ำยาหรือสบู่อ่อน ให้เลือกใช้
แต่แปรงชนิดขนอ่อน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยตามมา และควรเคลือบเงา
ด้วยน้ำยาด้วย
- ไม่ควรใช้น้ำร้อนทำความสะอาดล้อแม็กเด็ดขาด มิเช่นนั้นสารที่เคลือบผิวล้อแม็ก
ไว้จะถูกทำลาย   

- ถ้าจำเป็นต้องใช้บริการเครื่องล้างรถอัตโนมัติ ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจ ว่า น้ำยาที่ใช้ในการทำความสะอาด
จะไม่กัดสีของล้อและยาง รวมทั้งขนแปรงจะไม่แข็งเกินไป จนเกิดริ้วรอยได้
- ฟองน้ำที่ใช้ถูเช็ดตัวถังกับล้อ ก็ควรแยกชิ้นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเศษฝุ่นสะเก็ดหินจากล้อที่ติดอยู่กับฟองน้ำ
ไปขูดขีดกับตัวถังโดยไม่ตั้งใจ
 
การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้ว การเลือก
คุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและ
เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย สำหรับดอกยางในท้องตลาดนั้นสามารถ
แบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

    1. ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอกและร่องที่คดโค้ง
หรือเป็นเหลี่ยม เป็นแถวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ร่องยางที่ตื้น ช่วยในการ
ระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่าย ป้องกันการลื่นไถลออก
ด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร   

    2. ดอกบั้ง ( LUG PATTERN ) ยางดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส้นรอบวงของยาง โดยร่องยาง
จะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนจะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่นๆ เหมาะกับ
รถบรรทุกขนาดใหญ่ (ล้อหลัง) รถจิ๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

    3. ดอกผสม ( RIB-LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอกบั้ง โดยตรงกลางของ
หน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้ง ยางดอกผสมนี้จึงทั้งเกาะถนน ป้องกันรถไถลออก
ด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง วิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็ว
ปานกลาง

    4. ดอกบล็อก ( BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมี
ช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร่องเหมือนกับยางดอกละเอียด เหมาะที่จะใช้กับทุก
สภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย
ปัจจุบันนิยมใช้กับยางเรเดียลที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก๋ง

เลือกใช้ดอกยางให้ถูกประเภทงานและรถ นอกจากจะได้รับความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการใช้ยางอย่างคุ้มค่าเงินอีกด้วย

เราเคยพูดถึงการจอดรถยนต์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้กันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับ
กรณีที่ไม่มีใครคอยดูแลช่วยขยับรถหรือติดเครื่องยนต์ให้กับรถยนต์ที่คุณจำเป็น
ต้องจอดทิ้งไว้นานแรมเดือน คุณควรสูบลมยางเพิ่มขึ้นสัก 5 ปอนด์
ต่อตารางนิ้ว เพราะการที่ต้องจอดรถไว้ในตำแหน่งเดียวนานๆ ยางส่วนที่
สัมผัสกับพื้นถนนจะถูกน้ำหนักตัวรถกดลงไป จนทำให้เบี้ยวเสียรูปทรง ทำให้
โครงสร้างภายในชำรุด หรือจะขึ้นแม่แรงไว้ให้ล้อ และยางแตะพื้นน้อยที่สุด
แต่ไม่ต้องถึงกับลอยขึ้นมาจากพื้น เพราะหากล้อและยางลอยขึ้นมาจากพื้น
จะทำให้ระบบช่วงล่าง เช่น ปีกนก ลูกหมากต่างๆ ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นและ
เสียหายจากน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้ เพียงแค่หาเครื่องมือที่เรียกว่า สามขา
มารองรับน้ำหนักรถเอาไว้ หากเปิดกระจกหน้าต่างให้แง้มลงมาได้บ้างเล็กน้อย
ก็จะช่วยให้อุปกรณ์ภายในรถที่เป็นยาง และพลาสติกมีความทนทานมากขึ้น


หากยางรถยนต์เกิดรั่วและแบนขณะที่คุณขับรถอยู่บนท้องถนน คุณไม่ควรขับรถ
บดยางไปเป็นระยะทางไกลๆ โดยเด็ดขาด เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบน
แก้มยางจนทำให้แก้มยางเสีย คุณควรจะจอดรถเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ก่อน
และควรมีโฟมสเปรย์ติดรถไว้ เพราะหากไม่สามารถเปลี่ยนยางอะไหล่ได้
หรือรอยรั่วไม่ใหญ่นัก ก็ให้นำโฟมสเปรย์มาฉีดเพื่ออุดรอยรั่วของยางไว้จน
หมดกระป๋อง จากนั้นขับไปอย่างช้าๆ จนถึงร้านปะยางที่ใกล้ที่สุดเพื่อปะ หรือ
เปลี่ยนยาง และอย่าลืมล้างโฟมสเปรย์ก่อนทำการปะยางด้วย เพราะหากทิ้งไว้
อาจทำให้น้ำหนักของล้อและยางไม่สมดุล อีกทั้งโฟมสเปรย์บางชนิดอาจมีฤทธิ์
ต่อเนื้อยางได้


การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก
และข้อจำกัดความเร็วของยางแต่ละเส้น ก็มีส่วนในการยืดอายุการใช้งาน และ
ยังหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย บนแก้มของยางแต่ละเส้นนั้น จะมี
ตัวเลข 1 คู่ และตามด้วยตัวอักษร ซึ่งจะบ่งบอกว่า ยางเส้นนั้นๆ รับน้ำหนัก
บรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น 87V ตัวเลข
2 หลักหมายถึง ดัชนีน้ำหนักบรรทุกของยาง หรือ Load Index มีหน่วย
เป็นกิโลกรัม ซึ่งต้องอาศัยตารางในการเปรียบเทียบ ตัว V เป็นสัญลักษณ์
ความเร็ว หรือ Speed Symbol หมายถึง ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้น
รับได้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ควรใช้ความเร็ว เกินกว่าที่ยางรับได้

และถ้ายางผ่านการใช้งานมานาน ก็ไม่ควรขับถึงหรือใกล้ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นรับได้ เพราะอาจเกิด
อุบัติเหตุยางระเบิดได้   


การขับทางไกลด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่อง ยางจะเกิดความร้อนมากกว่าปกติ
ลมยางที่ร้อนจะขยายตัว แรงดันจะเพิ่มขึ้นจนลดการเกาะถนนและทรงตัว
ถ้ายางรถยนต์ร้อนจัด และแรงดันเพิ่มขึ้นมากๆ ยางอาจจะระเบิดได้ บางคน
คิดว่าการเติมลมยางอ่อนกว่าปกติ จะช่วยให้แรงดันจะไม่เพิ่มเวลาที่ยางร้อน
แต่จริงๆ แล้ว แรงดันจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ซึ่งเป็นทั้งแรงดันที่สูงและเป็นลมร้อน
จึงเสี่ยงต่อการระเบิดได้ง่ายยิ่งกว่า ดังนั้น ควรเติมไว้ให้มีแรงดันลมสูงกว่า
ปกติ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพื่อเป็นการลดการบิดตัวของยาง จะทำให้เกิด
ความร้อนน้อยกว่ายางอ่อน   


ยางรถยนต์เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดการสึกหรอได้ แต่ใน
การสึกหรอในแต่ละล้อยางอาจจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่มักจะสึกในคู่หนึ่งมากกว่า
อีกคู่หนึ่ง การสลับยางจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอใกล้เคียง
กันที่สุด ใช้ได้จนเกือบหมด โดยควรสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ถ้ายาง
อะไหล่มีขนาดเดียวกับยางหลัก ควรนำมาสลับใช้ด้วย แม้การเปลี่ยนยางพร้อมกัน
5 เส้น จะเสียเงินมากกว่าการเปลี่ยนยาง 4 เส้น แต่ก็จะสามารถใช้ยางทั้ง 5 เส้น
ได้เป็นระยะทางมากกว่า และทำการเปลี่ยนยางพร้อมๆ กันทุกเส้น เมื่อระยะ
การใช้งานครบ 2 ปี และควรปฏิบัติตามรายละเอียดการสลับยาง ที่ระบุไว้ในคู่มือ
ประจำรถยนต์อย่างเคร่งครัด หรือปรึกษากับช่างผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้
เกิดผลเสียเมื่อปฏิบัติผิดวิธี


การหมดอายุของยางรถยนต์ไม่ได้เกิดจากการสึกของดอกยางเพียงอย่างเดียว
เท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ายางรถยนต์ของคุณหมดอายุแล้ว
อีก 5 ลักษณะ ดังนี้คือ ยางไม่เกาะถนน เนื้อยางแข็ง โครงสร้างกระด้าง
เกิดเสียงดังขณะขับขี่ หรือแก้มยางบวม ซึ่งการแก้ปัญหาก็คงจะหนีไม่พ้น
การเปลี่ยนยาง และควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางผ่านการใช้งาน
มาเท่ากัน ย่อมมีการสึกหรอและสภาพภายในที่ใกล้เคียงกัน โดยควรเลือกใช้
ยางรุ่น และขนาดเดียวกันทั้ง 4 ล้อ


ยางรถยนต์ เปรียบเหมือนเกราะกันกระแทกระหว่างรถยนต์กับพื้นถนน เพื่อให้สมรรถภาพการขับขี่ที่ปลอดภัย ประหยัดน้ำมัน
และถนอมการสึกหรอของรถยนต์ ควรหมั่นตรวจสอบความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ การกระทำเช่นนี้
จะช่วยยืดอายุของยางรถอีกด้วย ทั้งนี้ อาจสังเกตจากแผ่นโลหะบริเวณขอบประตู หรือคู่มือประจำรถ นอกจากนี้ การเติมลมยาง
ไม่เท่ากันทั้ง 4 เส้น จะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัว เมื่อเบรกหยุด หรือเร่งความเร็ว และทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน นอกจากนี้
เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และรักษาสภาพยาง ควรจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ทุก 2 ปี หรือทุก 50,000 กิโลเมตร การตรวจเช็ค
ลมยาง ควรตรวจในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนใช้งาน ทั้งนี้ เมื่อล้อหมุน ยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ความดันลมจะสูงขึ้น

ในกรณีที่จำเป็นต้องเติมลมยางหลังการใช้งาน ควรเติมลมเพิ่มอีก 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว

 ตำแหน่งการสึกหรอของดอกยาง
ชื่อผู้ผลิตยาง
ความกว้างของหน้ายาง (มิลลิเมตร)
ความสูงของแก้มยางต่อความกว้างของหน้ายาง(ซีรีส์) ซึ่งจะมีหน่วยเป็น
เปอร์เซ็นต์
เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ (นิ้ว)
การรับน้ำหนัก
ดัชนีความเร็ว
ชื่อรุ่นยางของผู้ผลิต   


มีหน้าที่ ่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่ง
ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำ และการเกาะถนนขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่าย
ความลึกขั้นต่ำควรจะมีความลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการ
รีดน้ำ และเกาะถนน

การตั้งศูนย์ล้อ คือ การปรับสภาพของระบบรับน้ำหนัก ให้ได้ค่ากำหนดของโรงงานที่ผลิต หรืออีกนัยก็คือการปรับมุมช่วงล่าง
เพื่อให้การขับขี่ และการบังคับพวงมาลัย เป็นไปอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนยางใหม่ หรือการปะยางทุกครั้ง ต้องมีการถ่วงล้ออย่าง
สมดุล และมีศูนย์ล้อที่เที่ยงตรง
     ข้อควรระวังในการปะ หรือซ่อมยาง

หากยางถูกตะปูตำ จะสามารถซ่อมแซมโดยการปะยางได้ เฉพาะในส่วนหน้ายางที่สัมผัสกับถนนเท่านั้น ไม่ควรปะยาง
บริเวณแก้มยาง ซึ่งยางอาจจะระเบิดได้ง่าย เนื่องจากไม่มีโครงสร้างของชั้นผ้าใบ และเส้นลวด
ยางที่สามารถจะปะ หรือซ่อมได้ ควรมีความลึกของดอกยางไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร และควรกว้างไม่เกิน 6 มิลลิเมตร
ไม่ควรปะยางเกิน 2 ครั้งบนยางเส้นเดียวกัน
ไม่ควรปะยางซ้ำรอยเดิม