เชื่อว่าหลายๆ ท่านนั้น ยังใช้ไฟฉุกเฉินไม่ค่อยถูกวิธีเท่าใดนัก อย่างเช่นเวลาฝนตก จะเห็นว่ารถยนต์บนท้องถนนมักจะเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อหวังให้รถคันอื่นเห็นรถของเรา หรือบางครั้ง ในกรณีที่ขับรถข้ามแยกหากต้องการวิ่งรถไปทางตรง ก็ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน เพราะรถที่จอดรอเลี้ยวขวาหรือซ้ายอาจเห็นไฟเพียงด้านเดียว และเข้าใจผิดในเส้นทางทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ทางที่ดีคือรอจังหวะที่ปลอดภัยแล้วจึงเคลื่อนรถไป สำหรับการใช้ไฟฉุกเฉินนั้น กฎหมายได้ระบุไว้ว่า รถที่หยุดนิ่งเท่านั้นที่จะสามารถเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเตือนให้รถคันอื่นทราบว่ารถของเราจอดอยู่ เพื่อความปลอดภัย อย่าเปิดไฟฉุกเฉินผิดที่ผิดเวลานะครับ
สถิติรถใหม่ป้ายแดงในปีนี้ สูงขึ้นมาก ไม่ว่าจะมองทางไหนก็เห็นรถยนต์ป้ายแดงเต็มท้องถนนไปหมด และเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้ยาวนานควรปฏิบัติดังนี้
- ในช่วง 5,000 กิโลเมตรแรก ควรขับด้วยความระมัดระวัง โดยใช้รอบเครื่องยนต์ในแต่ละเกียร์ไม่เกิน 2,500 - 3,000 รอบ/นาที ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน เช่นต้องการเร่งแซงขึ้นหน้าหรือหลบหลีกอย่างรวดเร็วก็อนุโลมได้
- ส่วนรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ หากเหยียบคันเร่งธรรมดา ไม่มีการกระแทกอย่างรวดเร็ว ระบบจะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูงที่รอบเครื่องยนต์ประมาณ 2,500 - 3,000 รอบ/นาที นอกจากการคิกดาวน์เพื่อลดตำแหน่งเกียร์ด้วยการเหยียบคันเร่งจนสุด อาจจะมีการสั่งเปลี่ยนเกียร์ที่รอบเครื่องยนต์สูงขึ้นจากปรกติเล็กน้อย
- หลีกเลี่ยงการเหยียบคันเร่งหลังการสตาร์ทหรือเบิลเครื่องยนต์เพื่อให้ถึงอุณหภูมิทำงาน เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง หากต้องการให้เครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงานเร็วๆ ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาอยู่กับที่ประมาณ 1 - 2 นาที เพื่อให้น้ำมันต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ เคลือบชิ้นส่วนการทำงานแล้วจึงค่อยๆ ออกตัวและขับช้าๆ จนกระทั่งถึงอุณหภูมิทำงาน
- ผ้าเบรกก็ควรมีการรันอิน ไม่ควรเบรกกระทันหันหรือรุนแรงในช่วง 200 - 300 กิโลเมตรแรก
- หลีกเลี่ยงการใช้ความเร็วไม่สัมพันธ์กับเกียร์ เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ต้องรับภาระหนัก และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
- การออกตัวควรทำอย่างนุ่มนวล เพราะนอกจากจะช่วยยืดอายุของเครื่องยนต์แล้วในส่วนของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ายังยืดอายุของเพลาขับอีกด้วย
- การรันอินเครื่องยนต์ไม่มีระยะทางกำหนดตายตัว โดยจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อเครื่องยนต์ไม่กินน้ำมันเครื่อง (โดยส่วนใหญ่ไม่เกิน 10,000 - 15,000 กิโลเมตร)
กับวิธีปฏิบัติง่ายๆ เช่นนี้ รถยนต์ของคุณ ก็จะมีเครื่องยนต์ที่ใหม่ เหมือนรถป้ายแดงเป็นเวลานานเลยทีเดียวครับ
การนำรถเข้ารับบริการล้างอัดฉีด จะช่วยจัดคราบความสกปรกต่างๆ
ที่เกาะติดอยู่ตามตัวถังรถได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อพึงระวังดังนี้
1. ไม่ควรล้างรถในขณะที่เครื่องยนต์ยังมีอุณหภูมิสูงเพราะจะทำให้
ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ยังคงมีความร้อนสะสมอยู่ เกิดการเปลี่ยนแปลง
ของอุณหภูมิอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้
2. น้ำที่แรงดันสูง อาจจะก่อให้เกิดผลเสียกับสีรถ โดยเฉพาะรถเก่าซึ่งสี
ตามบริเวณขอบมุมต่างๆ อาจจะหลุดล่อนได้ง่าย
3. ไม่ควรใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงเพราะอาจจะทำให้วัสดุประเภทพลาสติก
เสียรูปทรงได้
4. ในขณะฉีดน้ำล้างรถ หัวฉีดควรอยู่ห่างจากตัวรถอย่างน้อย 50
เซนติเมตร เพื่อป้องกันความแรงของสายน้ำ
5. ไม่ควรล้างรถในเวลากลางคืน เพราะความชื้นที่เกิดจากการล้างรถ
บริเวณซอกมุมต่างๆ จะแห้งช้า ซึ่งความชื้นดังกล่าวนี้จะป็นสาเหตุให้
เกิดสนิมได้ง่าย
ก่อนนำรถไปรับบริการล้างอัดฉีดก็ควรเช็กข้อมูลจากสถานให้บริการก่อนว่า มีปัจจัยใดที่อาจส่งผลให้เกิดผลเสียกับรถยนต์แสนรัก
ของคุณหรือเปล่า เพื่อยืดอายุการใช้งานรถยนต์ของคุณให้ยาวนานขึ้น
ช่วงปลายปีวันหยุดเยอะ หลายคนทยอยเดินทางไปเที่ยว หรือกลับต่างจังหวัด
แต่ก่อนเดินทางไกล อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
นะครับ
1.นำสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์ต่อการเดินทางไกลออกนอกรถ ช่วยลดน้ำหนัก
ที่รถต้องรับภาระ รวมไปถึงกำจัดขยะเล็กๆ น้อยๆ ที่คั่งค้างในรถด้วยซะ
ทีเดียวเลย
2.จากนั้นให้ทดสอบทุกระบบเบื้องต้นของรถ ดูว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่
เช่น ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ฯลฯ สำหรับก้านปัดน้ำฝนต้องทดลอง
รีดน้ำกันจริงๆ เพราะบางครั้งตัวก้านเคลื่อนไหวได้ดี แต่ตัวยางรีดน้ำเสื่อม
ไปแล้วก็มี
3.สำรวจภายนอกรถโดยรอบ เช่น น็อตยึดล้อคลายตัวหรือยัง กันชนยังติดแน่นกับตัวถังหรือไม่ ตรวจสอบหัวฉีดน้ำล้างกระจก
และควรเติมน้ำให้เต็มไว้ก่อน
4.ตรวจสอบยางทุกเส้น ให้ถ้วนถี่เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ควรสำรวจตั้งแต่ดอกยาง บริเวณ
หน้ายางรวมถึงแก้มยาง และจะต้องไม่ลืมเช็คยางอะไหล่ด้วย
5.เช็กขั้วแบตเตอรี่ต้องแน่น หม้อน้ำให้ไล่ดูตั้งแต่ยางชีลส์ และสปริงของฝาปิดหม้อน้ำ จะต้องมีสภาพสมบูรณ์ไม่ฉีกขาดหรือ
เสื่อมตรวจสอบระดับ น้ำให้เหมาะสม พร้อมตรวจสอบน้ำมันเครื่องให้ได้ระดับที่เหมาะสมด้วย
ตรวจสอบสภาพรถยนต์ และเครื่องยนต์ถ้วนถี่แล้ว อย่าลืมตรวจสอบสภาพผู้ขับขี่ด้วย อย่าลืมว่าเมาไม่ขับนะครับ
รถยนต์ที่สีสดใส เป็นเงางามอยู่เสมอ เป็นความปรารถนาของเจ้าของรถทุกคัน
ข้อพึงระวังที่จะให้รถยนต์ของคุณมีสีสวยสดตลอดเวลามีดังนี้
1. ไม่ควรจอดรถไว้ใกล้ๆ กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารเคมี เนื่องจาก
ฝุ่นละอองหรือสารเคมี ที่ปลิวมาติดผิวสีรถอาจจะเป็นกรดหรือด่างเข้มข้น
และสามารถกัดสีให้เป็นจุดเป็นดวงหรือทำให้สีอ่อนตัวลงได้
2. ควรจอดรถในที่ร่มหรือที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก พื้นไม่อับชื้น หากจำเป็น
ต้องจอดกลางแดดควรใช้ผ้าคลุมกันแดดไว้ด้วย
3. เมื่อขับรถผ่านบริเวณที่มีฝุ่น โคลน หรือชายทะเล ควรล้างฝุ่น โคลนหรือ
คราบต่างๆ ออกให้หมด เพราะคราบเหล่านี้ สามารถดูความชื้นได้ดี และจะ
ทำให้สีเสื่อมคุณภาพได้ง่าย
4. อย่าทำให้รถเกิดรอยขีดข่วน เพราะจะทำให้สีหลุดร่อน ตัวรถผุและจะลาม
ออกเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากรอยขีดข่วนจะไม่สามารถป้องกันความชื้น
ระหว่าง ผิวสีกับผิวโลหะได้
5. หากคราบน้ำมันหรือสารเคมีต่างๆ เปื้อนรถ ต้องรีบใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด
หรือ ผสมสบู่อ่อนๆ หรือ แชมพูสำหรับล้างรถก็ได้ เช็ดออกโดยเร็วและ
ล้างด้วยน้ำ
ฝนตกบ่อยๆ ก็เกิดอาการน้ำท่วมขัง ถนนในซอยบางสายก็เกิดอาการเป็น
ถนนโคลน หากเราต้องขับรถผ่านเส้นทางที่มีสภาพเป็นโคลนอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ คุณควรใช้เกียร์ต่ำในการขับเคลื่อนผ่านเส้นทาง โดยพยายามควบคุม
พวงมาลัย ให้หลีกเลี่ยงจุดที่มีกองทราย หรือโคลนที่เหลวมากๆ เพราะหาก
ล้อชุดที่ขับเคลื่อนวิ่งผ่าน อาจเกิดเหตุการณ์ล้อหมุนฟรี และไม่สามารถเคลื่อนที่
ผ่านไปได้ และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ควรแตะเบรกหรือดึงเบรกมือ
อย่างกระทันหัน เพราะจะทำให้รถเสียหลักได้ ข้อควรคำนึงถึงเพียงเล็กๆ
น้อยๆ ก็จะทำให้คุณขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้นสำหรับฝนนี้
ในระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์ "คลัตซ์" เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ทำหน้าที่ตัดต่อ
กำลังของเครื่องยนต์ หากคลัตซ์หมดรถจะไม่สามารถวิ่งได้ เนื่องจากกำลังของ
เครื่องยนต์จะไม่สามารถส่งผ่านไปยังระบบส่งกำลัง หากรถยนต์คลัตช์ใกล้หมด
จะมีอาการดังต่อไปนี้
• รถยนต์ออกตัวช้ากว่าปกติ
• เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น
• ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ไม่สัมพันธ์กับความเร็วของรถ
• สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ
หากพบว่ารถยนต์มีอาการดังกล่าว ก็ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อให้ช่างผู้ชำนาญ
การตรวจสอบว่าคลัตซ์ใกล้หมดจริงหรือไม่ หากเป็นจริงควรจะเปลี่ยน เพื่อให้ระบบ
ส่งกำลังของเครื่องยนต์เป็นไปอย่างปกติ