เมื่อรถใหม่ป้ายแดงของคุณที่เพิ่งถอยออกมา เครื่องยนต์ของคุณก็จะเริ่มรับภาระหนักในการพาคุณ ไปยังจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย แต่จะทำอย่างไรดี เครื่องยนต์ที่แสนซื่อสัตย์นี้ ถึงจะอยู่รับใช้เราได้นานแสนนาน มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ
1. ถึงคุณจะใช้เครื่องยนต์หนักขนาดไหน "ก็ไม่ควรเติมหัวเชื้อใดๆ ลงในเครื่องยนต์ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับเครื่องยนต์เลย" สู้คุณเก็บเงินไว้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยๆ ดีกว่า
2. การติดเครื่องยนต์ในครั้งแรก "อย่าเหยียบคันเร่งหลังจากเครื่องยนต์ติดแล้วทันที" ใจเย็นซักนิด รอให้น้ำมันหล่อลื่นวิ่งผ่านในเครื่องยนต์เสียก่อนและไม่ควรเปิด แอร์ทันที ควรรอให้เครื่องยนต์อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับทำงานก่อน (ถ้าจอดรถไว้กลางแจ้งก็เปิดกระจกระบายความร้อน ก่อนก็ได้เดี๋ยวจะเป็นลมไปซะก่อน)
3. ถึงแม้รถของคุณจะมีแรงม้ามากมายก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียกออกใช้งานในตอนนี้ รอให้ผ่านช่วงรันอินก่อนดีกว่า แต่ทางที่ดี ขับพอประมาณนอกจะประหยัดแล้ว ยังปลอดภัยอีกด้วยครับ
4. เมื่อคุณต้องวิ่งทางไกล "พยายามหลีกเลี่ยงการใช้รอบเครื่องยนต์ที่คงที่เกิน 5 นาที" ให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อนก็ไม่เสียหายและไม่ควรใช้รอบเครื่องเกิน 4,000 รอบ/นาที ข้อนี้แล้วแต่ฝีเท้าของคุณ (ทางที่ดีอดไป เที่ยวต่างจังหวัดซักเดือนเพื่อรถคันโปรดของคุณจะดีกว่า)
5. "หมั่นตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรค น้ำมันคลัทช์ น้ำในหม้อน้ำฯลฯ" เพราะบางครั้งอาจเกิดความผิดพลาดจากการประกอบก็มีโอกาสเกิดขึ้นกันได้ครับ
6. "ก่อนดับเครื่องยนต์ ควรให้รอบเครื่องเดินเบาที่สุด โดยการปิดแอร์ และห้ามเร่งเครื่อง" เพราะการเร่งเครื่อง จะทำให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วนค้างอยู่ภายในห้องเครื่อง ซึ่งจะเป็นอันตรายกับกระบอกสูบ และแหวน ตอนที่คุณติดเครื่องอีกครั้ง
ความปลอดภัยของในการขับรถ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขับขี่จะมองเห็นสิ่งที่เป็นอันตรายหรือไม่ และมองเห็นได้รวดเร็วขนาดไหน
ถ้าผู้ขับขี่ไม่เห็นสิ่งที่เป็นอันตรายก็คงไม่สามารถหลบหลีกได้ ดังนั้นนอกจากความสามารถทางสายตาที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลแล้ว
ความเข้าใจในเรื่องการใช้สายตา ก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด มีเรื่องที่น่ารู้ดังต่อไปนี้ครับ
การมองเห็นความสามารถของ ตาคนปกติ ขณะอยู่กับที่จะมองเห็นภาพในลักษณะกรวยจอกว้างมีขอบเขตทำมุม 120-160 องศา เมื่อมีการเคลื่อนที่ขอบเขตของการมองเห็นชัดเจนจะลดลง เพราะฉะนั้นยิ่งเราขับรถเร็วมากเท่าใด โอกาสในการมองเห็นทาง รถ คน สัตว์ ฯลฯ ก็ย่อมจะน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าขับเร็วมากๆ ก็จะเห็นแต่ท้ายรถคันหน้าเท่านั้น
สำหรับความคมชัดของภาพที่ตามองเห็นได้ชัดที่สุดจะอยู่ในพื้นที่รูปกรวย 3-5 องศา และความคมชัดที่มองเห็นได้รองลงมาจะอยู่ในพื้นที่รูปกรวย 10-12 องศา ในช่วงที่เลยพิกัดนี้ออกไป ความชัดเจนของภาพจะลดน้อยลงไป
สภาพการมองเห็นในเวลากลางคืนของคนขับรถถ้ามีแสงสว่างเข้าตาจากรถที่แล่นสวนมา หรือจากการสะท้อนของ
กระจกมาเข้าตา จะทำให้เกิดการพร่ามัวชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งตาของมนุษย์จะต้องใช้เวลาในการปรับขยาย หรือหดม่านตา
โดยถ้าเป็นกรณีผ่านจากที่มืดออกสู่ที่สว่างจะใช้เวลาปรับตัวประมาณ 3 วินาที และถ้าผ่านจากที่สว่างเข้าสู่ที่มืดใช่เวลา
ปรับตัวประมาณ 6 วินาที
รู้อย่างนี้แล้วก็ระมัดระวังในการขับรถกันดีๆ นะครับ ทางที่ดีที่สุดก็อย่าขับรถเร็วเกินกำหนดนะครับ นอกจากจะผิดกฎจราจรแล้ว ยังเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอีกด้วยครับ
รถยนต์ที่ถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบัน บนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ รถยนต์ที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุ หรือรถยนต์ที่การใช้งานนาน จนทำให้เกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆ มักจะมีผลทำให้การบังคับทิศทางของรถคันนั้นวิ่งไม่ตรงตามทิศทางที่กำหนด ซึ่งอาจเกิดอาการกินซ้าย หรือกินขวา เนื่องมาจากค่าเรขาคณิตผิดไปจากค่ามาตรฐาน ที่กำหนด เราจึงเรียกอาการดังกล่าวว่า "เสียศูนย์" เมื่อรถมีอาการเสียศูนย์ ผู้ขับขี่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเองดังนี้
ในขณะขับขี่ทางตรง รถเกิดอาการเบนออกไปทางซ้ายหรือขวา ทำให้ต้องขืนพวงมาลัยตลอดเวลา ขณะที่วิ่งเข้าโค้ง รถยนต์จะเสียการทรงตัวง่ายกว่าสภาพปกติ การสึกของยางผิดไปจากเดิม หรือที่เรียกว่า "ยางสึก" ขณะวิ่งรอยล้อหลังจะไม่วิ่งไปทับรอยล้อหน้า รัศมีวงเลี้ยวทางด้านซ้ายและขวาไม่เท่ากัน ขณะเหยียบเบรกจะเกิดอาการปัดไปด้านใดด้านหนึ่ง
หากเกิดอาการดังกล่าว ก็ต้องรีบตรวจสอบอุปกรณ์ และทำการตั้งศูนย์ล้อ โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เสียศูนย์ครั้งใด อย่าให้เกิดอาการ
"สูญเสีย" ตามมานะครับ
การจับพวงมาลัยบางคนอาจจะคิดว่า เป็นเรื่องไม่สำคัญ จะจับอย่างไรก็ได้ เพียงสามารถบังคับ ประคับประคองรถ ให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ก็พอ แต่ความเป็นจริงแล้ว การจับพวงมาลัยให้ถูกวิธีจะช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย
การจับพวงมาลัยสำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ นั้นกำพวงมาลัยให้แน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมจนเกินไป และควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ ประคับประคองพวงมาลัยด้วย 2 มือ มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9-10 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 2-3 นาฬิกา อย่าชะล่าใจปล่อยพวงมาลัย เมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ เพราะพื้นถนนอาจจะมีหลุมโดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบอย่างฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์ ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ สำหรับการจับพวงมาลัยด้วย 2 มือ ตลอดเส้นทางนั้น ผู้ขับขี่บางท่านอาจจะไม่ชินนัก และอาจเกิดอาการเมื่อยหากขับทางไกล ก็เพียงแค่บีบข้อศอกเข้ามาตะลำตัวเท่านั้นอาการเมื่อยก็จะคลายไป
การจับพวงมาลัยให้ได้ลักษณะนี้ ตลอดเส้นทาง ช่วยให้การบังคับรถยนต์ของท่านมั่นคงขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องปรับทิศทางของพวงมาลัยอย่างกะทันหันก็สามารถทำได้ดี และช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้แน่นอนครับ
เมื่อล้อหมุน คนส่วนใหญ่ก็มักถึงการขับรถไปข้างหน้า ให้ไปถึงจุดหมาย
ปลายทางที่ตั้งใจไว้ โดยบางที ก็ลืมนึกถึงการขับรถถอยหลังที่สำคัญไม่แพ้กัน
เพราะบางทีก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าการขับเดินหน้าเสียอีก
การขับรถถอยหลังเป็นการขับขี่ที่จะต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ โดยปกติการถอยหลัง
จะกระทำด้วยความเร็วต่ำ ขับช้าๆ จะทำให้การหมุนพวงมาลัยได้ผลดี เมื่อจะ
หมุนพวงมาลัย ควรให้รถมีการเคลื่อนที่นิดหน่อย เพราะจะช่วยลดการเสียดสี
ระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน การถอยหลังจะใช้หลักว่าต้องการให้ท้ายของ
รถยนต์หันไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัย ไปทางนั้นเช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยว
ไปด้านซ้ายก็หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้าย ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปด้านขวา ก็หมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวาคุณอาจหันไปมอง
ท้ายรถเพื่อประมาณระยะการถอยได้ตามต้องการ เช่น ในรถยนต์ประเภทพวงมาลัยอยู่ขวา ซึ่งเป็นลักษณะรถยนต์ทั่วไป
ในประเทศไทยสามารถใช้มือขวาควบคุมพวงมาลัย แล้วใช้แขนซ้าย อ้อมไปจับด้านบนของหลังเบาะ ที่อยู่ด้านข้างคนขับ
วิธีนี้จะทำให้การหันคอไปมองท้ายรถ ทำได้สะดวก ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถ และขนาดช่องว่างพื้นที่ๆ
จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือ เพื่อการหักเลี้ยวด้วย