รถยนต์เกียร์อัตโนมัตินั้น มีสนนราคาค่อนข้างสูงกว่ารถเกียร์ธรรมดา อยู่ราว ๆ ประมาณ 3-4 หมื่นบาท (แล้วแต่บางรุ่น) เนื่องจากระบบกลไกการทำงานของเกียร์ อัตโนมัติ เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาช่วยในการควบคุมประสานกับระบบไฮโดรลิค ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการควบคุมการส่งถ่ายกำลัง ภายในชุดเกียร์ (ELECTRO-HYDROLIC ) ทำให้ความสัมพันธ์ในการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์หรือเปลี่ยนจังหวะเกียร์ เพื่อให้ทำงานเป็นไปอย่างนุ่ม นวลและแม่นยำ
ดังนั้นหากวันไหนที่รู้สึกว่าการทำงานของระบบเกียร์ ไม่นุ่มนวลเหมือนอย่างเคย หรือรู้สึก เกียร์ทำงานไม่เต็มที่คล้ายๆ กับคลัตช์ลื่นหรืออะไร ทำนองนี้ ขอบอกว่าปัญหาเหล่านี้ท่านอย่าละเลยโดยเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงท่านอาจจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินไปหลายบาทอยู่เหมือนกัน กับการเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ และหากมัวแต่นิ่งนอนใจอาจจะทำให้ลูกเกียร์พังไปทั้งแถบ ต้องเรียกช่างมาลากรถไปได้
สำหรับคุณๆที่อยากให้เกียร์อัตโนมัติของคุณใช้งานได้ยาวๆ นานๆ มีวิธีการมาฝากกันเอาเป็นข้อๆ ดังนี้
1.เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติอย่างสม่ำ เสมอทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร หรือ 24 เดือน
2.ตรวจเช็กระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติอย่าง สม่ำเสมอ ตามสภาพการใช้งานโดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
2.1 ดึงเบรกมือ สตาร์ทเครื่องยนต์และอุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงาน แต่อย่าลืมต้องจอดรถบนทางราบเท่านั้น เพื่อให้น้ำมันเกียร์อยู่ในระดับปกติ
2.2 โยกคันเกียร์ไปทุกตำแหน่ง P-R-N-D-2-1/2 -D-N-R-P เพื่ออุ่นน้ำมันเกียร์ให้ร้อนใน สภาพการใช้งานจริง
2.3 ดึงเหล็กวัดน้ำมันเกียร์อัตโนมัติออก (สังเกตเหล็กวัดจะอยู่ที่เสื้อเกียร์) ในขณะที่เครื่อง ยนต์ยังคงทำงานอยู่ ทำความสะอาดเหล็กวัดด้วยการะดาษชนิดไม่มีขุย (ขุยกระดาษหรือขุยจากผ้าอาจเข้าไปอุดตันท่อทางเดินน้ำมันภายในได้) นำเหล็กวัดใส่กลับในตำแหน่งเดิมจนสุดแล้วดึง เหล็กวัดน้ำออก โดยให้ปลายของเหล็กวัดชี้ลงด้านล่าง สังเกตรอยน้ำมันต้องอยู่ในระดับที่กำหนด ถ้าขาด ให้เติมจนได้ระดับด้วยน้ำมัน DEXRON III เท่านั้น
หมายเหตุ ปกติน้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะมีสีแดง ถ้าพบว่าน้ำมันเกียร์เปลี่ยนเป็นสีดำ และมีกลิ่นไหม้แสดงว่าผ้าคลัตช์ภายในชุดเกียร์อาจเกิดการไหม้ หรือถ้าน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเปลี่ยนเป็นสีชมพู โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารถใช้งานอยู่ในที่มีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำแสดงว่ามีน้ำปะปนเข้าไปภาย ในเกียร์ แนะนำให้ท่านนำรถเข้าศูนย์บริการ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทันที ก่อนที่จะเกิดการเสียหายมากจนไม่สามารถ แก้ไขได้ นอกจากนี้การรั่วของน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเป็นเวลานาน ๆ โดยขาดการดูแลตรวจเช็กก็อาจส่งผลให้เกียร์อัตโนมัติเสียหายเร็วกว่ากำหนด
3.การใช้งานปุ่ม O/D(OVER DRIVE) อย่างถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับเกียร์อัตโนมัติได้และยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย โดยการ
-กดปุ่ม O/D "ON" เมื่อใช้งานปกติไฟ O/D บนหน้าปัดจะดับ เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ต่ำไป จนถึงเกียร์สูงสุดตามความเร็วอย่างเหมาะสมช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้
-กดปุ่ม O/D "OFF" เมื่อใช้งานปกติ ไฟ O/D บนหน้าปัดจะติด เกียร์จะไม่เปลี่ยนไปจน ถึงตำแหน่งเกียร์สูงสุด ใช้เมื่อต้องการขับขึ้น-ลงเขา ที่มีความชันการใช้ปุ่ม O/D "OFF" ไฟ O/D บนหน้าปัดติด ถ้าใช้งานในตำแหน่งนี้อยู่ตลอดเวลาจะ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและเกิดการสึกหรอ สูง ดังนั้นขอให้ท่านใช้ความเหมาะสม
สำหรับข้อควรระวังในการใช้เกียร์อัตโน-มัติอย่างปลอดภัย
1.อุ่นเครื่องยนต์ก่อนออกรถทุกครั้ง
2.ขณะเลื่อนคันเกียร์ไม่ควรเร่งเครื่องยนต์ อาจทำให้การกระตุกภายในเกียร์และเกิดเสียงได้
3.ขณะเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D,2,1 หรือ R แล้ว เหยียบเบรกหรือดึงเบรกมือไว้ ไม่ควรเร่งเครื่องยนต์อาจทำให้เกิดการสึกหรอภายในเร็วกว่าปกติ
4.การเปลี่ยนคันเกียร์ไป P หรือ R ควรให้รถหยุดสนิทก่อน
5.ขณะรถติดบนทางลาด ควรใช้เบรกหรือเบรกมือ ไม่ควรเร่งเครื่องยนต์รอไว้เพราะอาจจะเกิดการสึกหรอ และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่จำเกิน
6.ขณะรถจอดอยู่บนทางลาดชัน ไม่ควรเข้าเกียร์ในตำแหน่ง P เนื่องจากมีกลไกสับล็อคฟันเฟืองอยู่ภายใน อาจเลื่อนเกียร์ออกจากตำแหน่ง P ได้ยาก
7.ห้ามเลื่อนคันเกียร์ลงมาตำแหน่งเกียร์ "1" ในขณะที่รถมีความเร็วเกินกว่า 100 กม./ชม และห้ามขับลากเกียร์ "1" เกินกว่า 45 กม./ชม.
8.กรณีรถเสีย การลากรถควรใช้ความเร็วไม่ เกิน 50 กม./ชม. และลากด้วยระยะทางไม่ควรเกิน 65 กม. เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายภายในเกียร์ (สำคัญมาก) หรือหลีกเลี่ยงโดยการยกล้อขับเคลื่อนให้ลอยพ้นจากพื้นขณะทำการลากรถ
9.หากมีเสียงดังผิดปกติ
ปัญหาเกี่ยวกับเกียร์อัตโนมัติทำงานผิดปกติ อย่างเช่นกล่าวไว้ข้างต้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้รถต่อ เพราะนั้นอาจทำให้เกียร์พังเสียหายอย่างหนัก อาจถึงกลับต้องมีการเปลี่ยนเกียร์ใหม่ทั้งลูก