ผู้เขียน หัวข้อ: ถึงเพื่อนๆที่ใช้แก็สทุกคนครับ ปัญหาใช้แก็สแล้วเครื่องมีปัญหา อาจแก้ได้  (อ่าน 1104 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Am_J

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 122
  • Karma: +0/-0
ก่อนอื่น ต้องขอโทษคนที่เปิดเข้ามาแล้วอยากอ่านรายละเอียด
 
ตอนนี้ยังไม่สะดวกลงรายละเอียดนะครับ
 
เอาคร่าวๆ ว่า จากบทความหนังสือ Thai Driver  เล่ม 130 มีคำตอบที่ดี และ ความรู้ที่ถูกต้อง เรื่องการใช้ แก็ส
 
หลักๆ เลยคือ ก่ารจูน และ การตั้งค่าองศาการจุดระเบิด
แต่ส่วนมาก ที่เราไปติดแก็สส่วนมากจะจบแค่ การจูน คือจูน เนียน จูนใกล้เคียง
มีน้อยอู่ครับ ที่จะจูนองศาการจุดระเบิดที่เหมาะสมให้ บางคนอาจถามว่า จูนทำไม
 
ก็น้ำมันเบนซิน 91 และเบนซิน 95 คือน้ำมันที่มีค่าออกเทน 91 และ 95 ตามลำดับ
แล้วแก็สเองก็มีค่าออกเทน ซึ่งค่าออกเทนอยู่ที่ระหว่าง 103-108
 
ค่าออกเทนที่เปลี่ยนไปในทางที่มากขึ้นหมายถึง ความร้อนในการเผาไหม้ที่สูงขึ้น และไอเสียที่สะอาดขึ้น
เมื่อค่าออกเทนสูงขึ้น การจุดระเบิดในกระบอกสูบ จึงเกิดขึ้นก่อนที่วาล์วไอเสียจะปิดตัวลงสนิท
 
จึงทำให้มีเปลวไฟ และความร้อน ไปเผาไหม้ วาล์ว บ่าวาล์ว เป็นสาเหตุให้วาล์วทรุด และ รั่วได้ในที่สุด
 
จะมาเล่าต่ออีกทีนะครับ.....
 
มาต่อกันครับ อันนี้เป็นการคำนวนนะครับ ใครไม่ชอบอ่านไม่เข้าใจข้ามได้ครับ
 
ไม่อยากอ่านข้ามตัวหนังสือสีแดงไปครับ ไปอ่านข้อสรุปตัวสีน้ำเงินได้เลยครับ
 
อัตราส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิงโดยน้ำหนัก (AIR/FUEL RATIO)
ที่แลมด้า 1 ในการขับขี่แบบปรกติ จะเกิดขึ้นเมื่อ
เบนซิลประมาณ 14.7 ต่อ  1 ส่วน
LPG ประมาณ  15.5 ต่อ 1 ส่วน (แล้วแต่คุณภาพแก็สในแต่ละวัน)
แก็สโซฮอล อี 10 ประมาณ 14.2 ต่อ  1
 
แลมด้า 0.85 จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเร่งแบบเต็มที่โดย
เบนซิลประมาณ 12.5 ต่อ  1 ส่วน
LPG ประมาณ  13.2 ต่อ 1 ส่วน (แล้วแต่คุณภาพแก็สในแต่ละวัน)
แก็สโซฮอล อี 10 ประมาณ 12 ต่อ  1
 
เพราะฉะนั้นค่าความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบจะคิดจากหลายส่วนมาเฉลี่ยกัน
โดยคิดเป็นหน่วยต่อน้ำหนัก จะได้ดังนี้
เบนซิลประมาณ 45 เมกะจูล/กก.
LPG ประมาณ  49.5 เมกะจูล/กก.
แก็สโซฮอล อี 10  43.5 เมกะจูล/กก.
 
จะเห็นว่า LPG ให้พลังงานความร้อนสูงที่สุด
 
สมมุติอากาศในกระบอกสูบมี 100 กก. ไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงอะไร ตอนเร่งต้องการค่าแลมดา 0.85 จะได้ค่าดังนี้
น้ำมันเบนซิล
100/12.5 = 8 กก. * 45 = 360 เมกะจูล
แก็สโซฮอ E10100/12 = 8.3 กก. * 43.5 = 361 เมกะจูล  แก็ส LPG
100/13.2 = 7.6 กก. * 49.5 = 376 เมกะจูล
 
จะเห็นว่าจาก AIR/FUEL RATIO  ทำให้แอลพีจีสามารถใส่เข้าไปในกระบอกสูบในน้ำหนักน้อยกว่าเบนซินคือ 7.6 กก.
แต่ค่าความร้อนต่อ 1 กก. ที่มีมากกว่า เมื่อรวมค่าความร้อนของแอลพีจีจึงมีแรงถีบลูกสูบมาก เครื่องยนต์ก็ แรงขึ้น
 
เรื่องค่าความร้อนต่อหน่วยน้ำหนักของเชื้อเพลิง ที่แลมดา 1 และ 0.85 มีความสำคัญต่อความแรงของเครื่องยนต์มาก
ไม่ใช่แค่เฉพาะค่าออกเทนเพียงอย่างเดียว 
******  ขอบคุณบทความบางส่วนจากหนังสือ Thai Driver เล่ม 130 ครับ  **************
 
เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า
การจูนแก็สที่ดี ในขณะรอบเดินเบา และการใช้งานปกติ ควรมีค่าแลมดา 1.0
และเมื่อเร่งหนักๆ ต้องมีการจูนแก็สให้หนาขึ้น ที่ค่าแลมด้า 0.85-0.90
การจูนแก็ส เมื่อมีการติดตั้งแก็ส จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ การปรับตั้งการจ่ายแก็ส
แต่ยังต้องมีการปรับตั้ง ไฟองศาในการจุดระเบิดด้วย ซึ่งการปรับตั้ง ไม่ใช่เพียงแค่
จูนกล่อง +1 , +2 ธรรมดาๆ แล้วจะได้ค่าที่ถูกต้อง การปรับตั้งจูนที่ถูกต้อง
ต้องใช้ เครื่องมือในการจูนหลายตัว เช่น เอ เอฟมิเตอร์ ไวด์แบนด์ และเสริมด้วยโอบีดี-ทู
 

 
ปล.รถแข่งระดับโลก ใช้ LPG แข่ง มีแต่ตัวแรงๆทั้งนั้น LPG ถ้าปรับตั้งดีๆ แรงกว่าน้ำมันนะครับ
ลอง search หา Focus 2.0 ที่ลงแข่งในประเทศอังกฤษปี 2010 ดูครับ แรงจน ต้องโดนอุดท่อไอดีเลยทีเดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 10, 2010, 22:11 โดย Am_J »

ออฟไลน์ FIFA999

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 11
  • Karma: +0/-0
    • gclub

ออฟไลน์ Am_J

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 122
  • Karma: +0/-0
มาเพิ่มข้อมูลให้แล้วนะครับ

ออฟไลน์ thekop

  • Tiida Team Thailand (M)
  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 2270
  • Karma: +4/-0
  • Tiida Club Member No. 168
เสาร์ที่แล้ว เพิ่งเข้าไปศูนย์ฯ กรุงไทยรามอินทรา มาเลยมีโอกาสได้นั่งคุยกับช่างบัง เรื่องการตั้งไฟ
ตอนแรกเ้ข้าใจเหมือนกันว่าถ้าปรับองศาจุดระเบิดให้แก่ขึ้นซัก 1-2 องศาน่าจะช่วยเรื่องความร้อนได้
แต่ผมเข้าใจผิดถนัดเลย เพราะช่างบังบอกว่า ยิ่งไฟแก่ยิ่งชิงจุด ซึ่งจะทำให้ความร้อนในห้องเครื่องร้อนกว่าเดิม
กว่าจะวาล์วไอเสียจะเปิดก็ร้อนมากแล้ว

สรุปตามคำแนะนำของช่างบังว่า รถติดแก็ส บำรุงรักษาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ให้ขยันตั้งวาล์วให้ตรงตาม spec
ซึ่งผมตั้้งใจจะตั้งมันทุก ๆ 10,000 โลเลย คือทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ส่วนกรองแก๊สก็ตามที่อู่ติดแก๊สแนะนำคือ 40,000 โล

เครื่องจะได้มีชีวิตอยู่ได้นาน ๆ  :YoyoEmo75:
Tiida 5 drs 1.6G
Pioneer AVH-P4150DVD
Amp: Performance Black Magic BM100.4
Speaker: Prism SQ6 w/ Prism Cable
Sub:mage dynamic ID10V3D4
2 front doors Accumat Damp

เพื่อนขาย Contact Lens อยู่ มีหน้าร้านอยู่สีลม สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง ==> www.lens-hub.com

ออฟไลน์ Am_J

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 122
  • Karma: +0/-0
เสาร์ที่แล้ว เพิ่งเข้าไปศูนย์ฯ กรุงไทยรามอินทรา มาเลยมีโอกาสได้นั่งคุยกับช่างบัง เรื่องการตั้งไฟ
ตอนแรกเ้ข้าใจเหมือนกันว่าถ้าปรับองศาจุดระเบิดให้แก่ขึ้นซัก 1-2 องศาน่าจะช่วยเรื่องความร้อนได้
แต่ผมเข้าใจผิดถนัดเลย เพราะช่างบังบอกว่า ยิ่งไฟแก่ยิ่งชิงจุด ซึ่งจะทำให้ความร้อนในห้องเครื่องร้อนกว่าเดิม
กว่าจะวาล์วไอเสียจะเปิดก็ร้อนมากแล้ว

สรุปตามคำแนะนำของช่างบังว่า รถติดแก็ส บำรุงรักษาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ให้ขยันตั้งวาล์วให้ตรงตาม spec
ซึ่งผมตั้้งใจจะตั้งมันทุก ๆ 10,000 โลเลย คือทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ส่วนกรองแก๊สก็ตามที่อู่ติดแก๊สแนะนำคือ 40,000 โล

เครื่องจะได้มีชีวิตอยู่ได้นาน ๆ  :YoyoEmo75:

ช่างบอกถูกแล้วครับ
 
ตั้งไฟแก่ เพื่อชิงจุดระเบิดก่อน แต่มันไม่เหมาะแน่ ถ้าไปตั้งไฟแก่ แล้วไปใช้กับเชื้อเพลิงที่ ค่าออกเทน ไม่ถูกต้อง
ลองศึกษาเรื่อง การตั้งองศาไฟจุดระเบิด สำหรับรถใช้แก็ส LPG ดูนะครับ ในเว็บแก็สไทยก็ได้ครับ
 
ช่างบังพูดไม่ผิดหรอกครับ แต่แอลพีจีมีค่าออกเทน 103-108 ครับ ไม่ใช่ 91 ,95 นะครับ
 
แต่การใช้แก็สแล้วดูแล อย่างเข้าใจก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ครับ
ผมอยากบอกว่า นิสัยการขับสำคัญกว่าครับ