เออนึกอะไรออกละ
โดยหลักแล้วการจูนรถให้วิ่ง ปริมาณส่วนผสมอากาศต้องมากกว่าเชื้อเพลิง จูนยิ่งบางยิ่งวิ่ง
แต่ข้อเสียของตรงนี้คือความร้อนก็จะยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว บางคนจูนน้ำมันให้บางจนเครื่องพังคามือยังมีมาแล้ว
แปลว่า ความรู้จากตรงนี้มาใช้กับแก๊สได้เช่นกัน เวลาเราจูนแก๊สควรจูนให้หนาเท่ากับน้ำมัน หรือหนากว่าอยู่นิดหน่อย หลีกเลี่ยงการจูนให้ส่วนผสมแก๊สบางเพราะแค่อยากจะประหยัด ซึ่งจะมีผลอย่างที่ผมอธิบายไปแล้วว่าความร้อนมันก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าแก๊สเรามันมีความร้อนในห้องเผาไหม้สูงกว่าน้ำมันอยู่เกือบเท่าตัว
ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกทางที่จะช่วยให้รถที่คุณรักมีสุขภาพดียาวนานขึ้นอีกนิดนึง
ถูกต้องตามคุณโอ๊ตว่าเลยครับ
จูนให้เหมือนน้ำมันดีที่สุดครับ อย่าจูนให้บางเพื่อหวังประหยัดนะครับ
มันบางเกิน จะทำให้ห้องเครื่องร้อนมากตามไปด้วย
ร้านไหนแนะนำให้ประหยัดโดยการจูนบางๆ ก็เปลี่ยนร้านได้เลยครับ
ส่วนบางร้านแนะนำให้จูนหนาๆ เพื่อป้องกันเครื่องร้อน
ถึงขนาดมีสูตรว่าต้องจูนหนาประมาณ 1.8 + เลยนี่ก็เหมือนกันครับ
ไม่ดีเหมือนกัน ไม่ถูกต้อง
ให้ดีที่สุดคือจูนเท่าน้ำมัน ไม่หนาไม่บาง
ใช้รถเดินทางไกล ต้องมีช่วงพักเครื่อง เพื่อพักเครื่องให้เย็นลงบ้าง
พอจะเริ่มเดินทางอีกครั้ง ก็สลับมาใช้น้ำมันเดินทางบ้างครับ
พอต้องแวะปั้มอีกรอบ ก็จอดพักให้เครื่องได้เย็นลงบ้างแล้วกลับไปใช้แก็สอีกครั้ง
ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าๆ ใช้แก็สไม่มีปัญหาแบบรถรุ่นใหม่ๆแน่นอนครับ
รถคันเก่าที่บ้านผมใช้แก็สวิ่งมา 230,000 กว่าแล้ว ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร
แต่สำหรับรถรุ่นใหม่ๆ อย่างนิสสัน tiida เรา ก็สามารถใช้แก็สได้ครับ
เพียงแต่ คุณต้องรู้ตัวว่า รถเราเปลี่ยนเชื้อเพลิงแล้ว ต้องใช้ยังไง ขับยังไง
ใช้แก็ส จะมาลากรอบ 3-4 พันรอบ หรือเดินทางไกลๆ หลายชม. คงไม่ไหว
ส่วนตัวผม รถตอนนี้สูบ 2 มีปัญหาไปแล้ว ไม่มีแรงอัดเหลือเลยแม้แต่น้อย
ปัญหาเกิดจาก
1. ผมเป็นคนชอบลากรอบ 5-6 พันรอบ
2. ผมใช้รถเดินทางไกล ขับครั้งละ 10-12 ชม.
การขับของผมแบบนี้ เป็นผลเสียกับรถใช้แก็สอย่างมาก เลยส่งผลให้เครื่องไปก่อนเวลาอันควรครับ